
ขอเชิญชาวหนังดีทุกคนมาวิพากษ์วิจารณ์หนังเรื่องนี้กันใครไปดูมาแล้ว เป็นยังไงหนุกไม่หนุกบอกกันมาเลย
*** หากจะสปอยล์เนื้อหาบางส่วนของเรื่อง แนะนำให้เตือนสมาชิกคนอื่นๆ ล่วงหน้า
โดยให้สมาชิกคนอื่นได้เห็นคำว่า สปอยล์ หรือ Spoil กันอย่างชัดเจนด้วยนะจ๊ะ
ความคิดเห็นที่ 37 จากคุณ ทาส “รัก” นักข่มขืน 11 ก.ค. 2557 15:33 น.
“ความรุนแรงต่อสตรี หมายถึง การกระทำใดๆที่เป็นความรุนแรง ที่เกิดขึ้นจากอคติทางเพศ เป็นผลให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สตรี รวมทั้งการขู่เข็ญ คุกคาม กีดกันเสรีภาพสตรีทั้งในที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว” (ปฏิญญาสากลว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี โดยองค์การสหประชาชาติ) ปัญหาความรุนแรงต่อสตรี เป็นปัญหาที่สั่งสมมาช้านานและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ทุกชนชั้น ทุกมิติของสังคม ทั้งในระดับครอบครัว ในชุมชน สถานศึกษา และสถานที่ทำงาน จากรายงานประมาณการ พบว่า 1 ใน 5 ของผู้หญิงทั่วโลกเคยถูกทำร้ายร่างกาย และทำร้ายทางเพศ โดยทุก 15 นาที จะมีผู้หญิงถูกข่มขืน 20 คน ในจำนวนนี้ ร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี.... “ความรุนแรงต่อสตรีนั้น เป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม อันเป็นผลพวงจากโครงสร้างของสังคมในยุคอดีต ซึ่งบุรุษมักเป็นผู้ปกครอง ผู้กำหนด ควบคุมและออกกฎที่ใช้ในสังคม บุรุษได้รับการยกย่องมากกว่าสตรี ในบางสังคมถือว่าผู้หญิงและเด็กเป็นสมบัติหรือกรรมสิทธิ์ของผู้ชาย ผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิ ต้องอยู่ในฐานะผู้พึ่งพา ไม่มีสิทธิมีเสียง และตกอยู่ในฐานะจำยอม” สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย พบข้อมูลการกระทำความรุนแรงต่อสตรีเป็นจำนวนมาก และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ข้อมูลรายงานของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กและสตรีถูกทำร้าย 13,550 ราย เฉลี่ย 37 รายต่อวัน โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ถูกกระทำเป็นเด็กผู้หญิง และความรุนแรงที่กระทำมากที่สุด ได้แก่ การทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ ถึงร้อยล่ะ 95!!! ความรุนแรงที่ผู้หญิงถูกกระทำนั้น มีทั้งความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศ เช่น การด่าทอ ทุบตี ทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บ และข่มขืน โดยผู้กระทำการ คือ สามี บิดา ญาติสนิท หรือคนใกล้ชิด (ซึ่งเป็นผู้ชาย) “จากสถิติที่ผ่านมา ของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรีมูลนิธิเพื่อนหญิง พบว่า บุคคลที่เป็นอันตรายกับผู้หญิงมากที่สุด คือ คนคุ้นเคย (ร้อยละ 84) รองลงมา คือ บุคคลแปลกหน้าหรือไม่รู้จัก (ร้อยละ 11) นอกจากนั้น สถานที่ที่ผู้หญิงถูกกระทำรุนแรง มักเป็นสถานที่ที่ผู้หญิงรู้จักคุ้นเคย หรือเคยไปมาแล้ว (ร้อยละ 44) อาทิ ห้องหรือบ้านของผู้กระทำ บ้านญาติ บ้านของเหยื่อ วัด ที่ทำงาน หรือสถานที่ที่ผู้หญิงมั่นใจว่าไม่น่าเกิดอันตรายกับตนเอง” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรี ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องบาดเจ็บ สภาพจิตใจหดหู่ เครียด เก็บกด หวาดระแวง ซึมเศร้า หลายรายประสบปัญหาหนัก จนมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่มีที่พึ่งพิง ไม่มีคนคอยดูแลและเยียวยารักษาจิตใจ นอกจากนั้น ความหวาดกลัวต่อความรุนแรง ความสับสนและความอาย ทำให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำ มักไม่กล้าบอกกล่าวคนรอบข้าง หรือแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำการ เมื่อไม่มีผู้รู้เห็น...เมื่อปราศจากความช่วยเหลือ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เคยถูกกระทำรุนแรง เช่น ถูกทุบตี หรือถูกข่มขืน จึงมักถูกกระทำทารุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า...สภาวะอันโหดร้ายที่ผู้หญิงต้องเผชิญนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น !!!
ความคิดเห็นที่ 36 จากคุณ ทาส “รัก” นักข่มขืน 11 ก.ค. 2557 15:31 น.
ความรุนแรง คือ การกระทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และการทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ หรือการกระทำทางเพศ หรือการทอดทิ้งปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงต่อสตรีนั้น มักเป็นการที่ผู้กระทำใช้อำนาจ อาวุโส หรือเงินตราที่เหนือกว่าผู้ถูกกระทำ ซึ่งต้องพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการที่ผู้ถูกกระทำถูกกดดันจากความคาดหวังของสังคม ครอบครัว ศีลธรรมความกตัญญู เมื่อกล่าวถึงความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ภาพที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง คือเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย หรือการข่มขืน แต่ความจริงแล้ว ปัญหาความรุนแรง ไม่ได้มีเฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น ยังพบว่า มีรูปแบบการใช้ความรุนแรงอีกหลายรูปแบบ เช่น การทำความรุนแรงทางวาจา ตำหนิ ดุด่า สบประมาท ความรุนแรงในที่ทำงาน การกักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพ หรือการใช้ความรุนแรงต่อจิตใจ อารมณ์ เป็นต้น ด้วยความเชื่อและค่านิยม เรื่องบทบาททางเพศ ที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคมไทย ทำให้เด็กและสตรีมีคุณค่าน้อยกว่าชาย ความเชื่อที่ว่าภรรยาและบุตรเป็นสมบัติของสามี ทำให้ต้องถูกทำร้าย ทุบตี และต้องอดทนอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยเจตคติทางสังคม ที่ให้ความสำคัญกับเพศชายในฐานะผู้นำ ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง และด้วยขนบธรรมเนียนประเพณี ที่หญิงไทย ถูกอบรมเลี้ยงดูให้เป็นคนนิ่มนวล สงบเสงี่ยม เจียมตัว ไม่หยาบกระด้าง ต้องเอาใจใส่และปรนนิบัติสามี ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนช้างเท้าหน้า ภรรยาต้องเป็นผู้ตาม เมื่อถูกกระทำรุนแรง ผู้หญิงเองก็ไม่อาจและไม่ต้องการเปิดเผยให้คนภายนอกได้รับรู้ เนื่องจากอับอาย และถือว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่อง“ส่วนตัว” ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ มักทำให้เกิดความบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ พิการ หรือถึงแก่ชีวิต เกิดปัญหาสุขภาพจิต มีพฤติกรรมก้าวร้าว เกิดภาวะการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การติดเชื้อ HIV และโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เป็นเหตุให้ครอบครัวไม่สงบสุข ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจในครอบครัวถูกทำลาย ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในสังคม นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้กระทำความรุนแรง ส่วนใหญ่ มักเป็นคนที่อยู่ในครอบครัว หรือเป็นคนรู้จักกับผู้ถูกกระทำ และสถิติความรุนแรงต่อสตรีมีแนวโน้นเพิ่มมากขึ้น จากศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถิติการถูกทำร้ายในเด็กและสตรีที่มารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ มีจำนวน 14,382 ราย เฉลี่ยวันละ 39 ราย และจากฐานข้อมูลความรุนแรงของสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พบว่า มีสตรีถูกทำร้าย 3,968 คน เป็นกรณีการทำร้ายร่างกาย จำนวน 1,682 คน ข่มขืนจำนวน 1,295 คน อย่างไรก็ตาม จากจำนวนที่รายงานนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ ถูกปิดบัง ซ่อนเร้น และไม่เปิดเผย อีกเป็นจำนวนมาก.
ความคิดเห็นที่ 35 จากคุณ ความรุนแรงคือทางออก 11 ก.ค. 2557 15:27 น.
นายมนตรี สินทวีชัย หรือ ครูหยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ มีความรุนแรงเกลื่อนถนน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณบางอย่างที่น่ากลัวมาก ซึ่งเกมและเฟซบุ๊กก็อาจจะมีส่วน แต่สาเหตุ น่าจะเกิดจากหลายสิ่งประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูเด็กของผู้ปกครอง ซึ่งต้องไปดูว่าครอบครัวนี้เลี้ยงลูกโดยใช้อำนาจ บังคับ หรือเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ไม่เตือนไม่สอน อยากให้รณรงค์เรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่เฉพาะในระดับวิถีชีวิต หรือปัจเจก แต่เป็นของสังคม ควรปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่ในโรงเรียนด้วยซ้ำไป และควรจัดให้มีหน่วยงานหรือการบริการที่เป็นที่พึ่งให้กับเด็กและคนในครอบครัวมากกว่านี้ รัฐควรสนับสนุนให้มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องพวกนี้ และต้องกระจายให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ต้องได้รับการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์มากกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไปมากน่าจะช่วยสนับสนุนให้การเผยแพร่ทำได้ง่ายขึ้น "ผมคิดว่า ความรุนแรงค่อนข้างเกลื่อนเกินไปในสังคม เด็กมีโอกาสพบเห็นความรุนแรงได้รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากสื่อ หรือผู้คนที่ทะเลาะกัน ตีกันให้เด็กเห็น รวมถึงการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงที่ปรากฏทั่วไป ไม่ว่าจะในระดับวิถีชีวิต สังคม หรือการเมืองก็ตาม นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องอาวุธหรือสิ่งของแทนอาวุธที่มีอยู่เกลื่อนในสังคม ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง" นายมนตรีกล่าว
ความคิดเห็นที่ 34 จากคุณ I DO WHAT I WATCH 11 ก.ค. 2557 15:24 น.
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา มีการจัดงานมหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพประจำปี 2555 ซึ่งภายในงานดังกล่าว ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แถลงข่าวเรื่องภัยร้ายต่อเด็กจากสื่อทีวี สื่อไอที โดยมี นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ และนพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ร่วมแถลงข่าว นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเด็ก อันมีสาเหตุมาจากอิทธิพลของสื่อทีวีและอินเตอร์เน็ต มีกรณีซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ อยู่ในกรุงเทพฯ ถูกส่งเข้ามารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2555 ด้วยอาการหมดสติ สมองขาดออกซิเจน จากการสอบถามพ่อของเด็ก เล่าให้ฟังว่า เด็กไปเล่นแขวนคอกับเพื่อน โดยนำเศษผ้าและเชือกมาผูกเป็นห่วงกับต้นหูกวาง ห่วงอยู่สูงจากพื้น 120 เซนติเมตร และเด็กปีนปากโอ่งที่สูงประมาณ 60 เซนติเมตร พร้อมทั้งเอาศีรษะไปแขวนกับห่วงทำท่าแขวนคอ ก่อนขาทั้งสองพลัดตกลงไปในโอ่งโดยแตะไม่ถึงพื้น ทำให้เด็กถูกแขวนคอนานกว่า 10 นาที เพื่อนที่เล่นอยู่ใกล้ๆ คิดว่าเด็กเล่นอยู่จึงไม่ได้สนใจอะไร จนเด็กหมดสติจึงวิ่งไปตามพ่อของเด็กมาช่วยนำส่งโรงพยาบาล นพ.อดิศักดิ์กล่าวต่อไปว่า จากการสอบถามพ่อของเด็กบอกว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเด็กได้ดูรายการทีวีมีภาพการแขวนคอตายถึง 2 รายการในช่วงสัปดาห์เดียว ได้แก่ รายการคนอวดผี ซึ่งออกอากาศทางช่อง 5 เมื่อวันที่ 24 ต.ค. และละครเรื่องแรงเงา ตอนที่ออกอากาศวันที่ 22 ต.ค. ซึ่งในวันดังกล่าวเป็นตอนที่"มุตตา"ตัวละครในเรื่องผูกคอตายพอดี นพ.อดิศักดิ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับอาการของเด็กหญิงรายดังกล่าวคาดว่า วันที่ 1 พ.ย. ออกจากห้องไอซียูได้ โดยนำเครื่องช่วยหายใจออกแล้ว แต่ที่ยังน่าห่วงอยู่คือ เนื่องจากสมองของเด็กขาดออกซิเจนเป็นเวลานานกว่า 10 นาที เมื่อเด็กหายดีแล้วจะเกิดผลกระทบต่อสติปัญญา และสภาพร่างกายของเด็กแน่นอน ไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ต้องรอประเมินสภาพสมองของเด็กก่อนถึงจะสามารถบอกได้ ซึ่งหลังจากนี้เด็กจะต้องรักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 1 เดือน และหลังจากนั้นประมาณ 5- 6 เดือนจึงจะสามารถประเมินสภาพสมองของเด็กได้
ความคิดเห็นที่ 33 จากคุณ เด็กฉลาด ชาติเจริญ 11 ก.ค. 2557 15:08 น.
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ เป็นผู้เจริญแล้ว ทางด้านปัญญา จริยธรรม และจิตใจ สามารถ“ใช้วิจารณญาณในการรับชม”แยกแยะได้ว่าการแสดงกับชีวิตจริงเป็นยังใง ประเทศไทยจึงเจริญได้เหมือนปัจจุบันนี้?